วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เมื่อ คปร.ประกาศไม่ใช่ "อรหันต์ " สั่งลาเวทีปฏิรูป...

เส้นทางสายปฏิรูปของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน เป็นประธาน ได้ยุติบทบาทลงอย่างเป็นทางการแล้วในวันที่ 15 พฤษภาคม หลังจากเดินหน้าลุยงานมาได้กว่า  10 เดือน 

 

ย้อนกลับในช่วงเริ่มแรกที่กระแส "สร้างความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำในสังคม" ถูกจุดพลุขึ้นในสังคม กรรมการปฏิรูปได้ลงพื้นที่รับฟังความคิดเห็น รับฟังปัญหาความทุกข์ร้อนของชาวบ้าน ก่อนรวบรวม และนำข้อมูลมากาง ถกเถียง ก่อนจะตกผลึก และเจียระไนออกมาเป็นข้อเสนอใหญ่สองชุด

นั่นคือ ข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร และข้อเสนอเรื่องการปฏิรูปโครงสร้างอำนาจ ซึ่งมีการนำเสนอสู่สาธารณชนไปก่อนหน้านี้ 

ขณะเดียวยังมีอีกหลายเรื่องดีๆ  ที่เตรียม 'จ่อคิว' เผยแพร่สู่ภาคประชาชน แต่ก็ยังไม่สะเด็ดน้ำเสียที จนแล้วจนรอด เสียงระฆังก็ดังหมดเวลา เพราะต้องเข้าสู่การเลือกตั้งครั้งใหญ่ของประเทศ ซึ่งเนื้อหาในส่วนที่เหลือ คปร. จึงทำได้เพียงรวบรวมเป็น'พิมพ์เขียว' แนวทางการปฏิรูปประเทศไทย "ข้อเสนอต่อพรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง" ทิ้งทวนเป็นชุดสุดท้าย

ทว่าในระดับปัจเจก กรรมการปฏิรูปแต่ละท่าน จะสั่งลาเวทีปฏิรูปอย่างไรบ้าง...? ทาง "ศูนย์ข้อมูลข่าวสารปฏิรูปประเทศไทย จะพาไปเจาะลึก (เจาะใจ)...ไล่เรียงดังนี้ 

นางสมปอง เวียงจันทร์  

"เวที คปร. ถือเป็นเส้นทางหนึ่งที่เข้าถึงคนจน ทำให้คนจนมีโอกาส มีส่วนร่วมในการจัดการชีวิตของตนเอง"

ชาวบ้านอย่างดิฉัน ภูมิใจมากที่เห็น 'ด็อกเตอร์' หลายคนพูดถึงปัญหาของคนจนที่ไม่มีสิทธิในการทำกิน ไม่มีสิทธิในเข้าถึงทรัพยากรของตนเอง อีกทั้งการที่ 'ชาวบ้าน' ได้เข้ามามีส่วนร่วมในคณะกรรมการปฏิรูป ได้มีโอกาสแสดงความคิดเห็นต่อการจัดสรรพลังงานของตนเอง โดยเฉพาะกรณีการนำน้ำจากแม่น้ำมูลไปใช้ในการผลิตพลังงาน เพื่อคนส่วนใหญ่ โดยไม่คำนึงถึงความเป็นธรรมในชีวิต การทำมาหากินของคนในลุ่มน้ำมูน ที่ยึดอาชีพทำประมงหาปลาในการเลี้ยงปากท้อง 

"เวที คปร. ถือเป็นเส้นทางหนึ่งที่เข้าถึงคนจน และถึงแม้ว่าจะไม่ใช่เส้นทางที่สมบูรณ์แบบ แต่ก็ทำให้คนจนได้มีโอกาส มีส่วนร่วมในการจัดการชีวิตของตนเองมากขึ้น และหวังว่าในโอกาสต่อไป จะได้เห็นคนจนเข้ามามีบทบาทในการปฏิรูปตนเอง ปฏิรูปสังคม เพื่อความเป็นอยู่ที่มั่นคงและยั่งยืนในอนาคต"

ดร.บัณฑร อ่อนดำ 

"เราไม่ได้ 'โยนลูก' แต่การปฏิรูปที่แท้จริงนั้น จะต้องเกิดการขับเคลื่อนร่วมกันของทุกภาคส่วนในสังคม" 

การทำงานด้านการปฏิรูปในช่วงที่ผ่านมาถือว่า ได้เรียนรู้อย่างมาก เพราะงานส่วนใหญ่เน้นการปฏิบัติ แต่เมื่อ คปร. ยุติบทบาทลง ผมก็ยังคงจะสานงานดังกล่าวต่อไป โดยจะนำข้อเสนอของ คปร. กระจายไปยังหน่วยงานหรือองค์กรต่างๆ เพื่อให้เกิดการแสดงความคิดเห็นต่อแนวทางปฏิรูปในวงกว้าง ขณะเดียวกัน จะมีการข้อเสนอดังกล่าวไปย่อยให้ง่ายต่อการเข้าใจและการรับรู้ของประชาชน

ทั้งนี้ อย่างที่นายอานันท์ (ปันยารชุน) บอกไว้ว่า เราไม่ได้ 'โยนลูก' แต่การปฏิรูปที่แท้จริงนั้นนั้น จะต้องเกิดจากทุกภาคส่วนของสังคม ที่ต้องร่วมกันขับเคลื่อน และท้ายที่สุด จะทำให้การปฏิรูปเกิดขึ้นจริงได้

นางรัชนี ธงไชย 

"ภาคประชาชนต้องบังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรค หยิบแนวทางปฏิรูปไปเป็นนโยบาย"

แนวทางการปฏิรูปที่ คปร เสนอไปนั้น จะไม่มีทางสำเร็จได้เลย หากภาคประชาชนไม่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อน โดยประชาชนจะต้องรู้ว่า ตนเองมีอำนาจ นั่นคือ การมีสิทธิ์มีเสียงในการเลือกตั้ง ฉะนั้น ภาคประชาชนจะต้องบังคับให้พรรคการเมืองทุกพรรค หยิบแนวทางการปฏิรูปไปเป็นนโยบาย

ส่วนสิ่งที่อยากโฟกัส คือเรื่องการศึกษาของเด็ก ซึ่งต้องเข้าใจด้วยว่า เด็กแต่ละคนมีความฉลาดที่แตกต่างกัน การจัดการศึกษาจึงต้องส่งเสริมให้เด็กมีความฉลาดตามทักษะของตนเอง เพื่อสร้างความภูมิใจและทัศนคติเชิงบวกให้กับเด็กตั้งแต่วัยเยาว์ ขณะเดียวกัน สังคมต้องยอมรับว่า ความฉลาดของเด็ก จะต้องไม่ใช่เฉพาะความฉลาดตามที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนดเท่านั้น

นายศรีศักดิ์ วัลลิโภดม 

"คปร. ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยในการขับเคลื่อนและจุดประกายเท่านั้น ส่วนคนที่แสดงจริงๆ ต้องเป็นคนในท้องถิ่น"

จากประสบการณ์และการลงไปปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ ทำให้ค้นพบว่า ผู้บริหารในประเทศส่วนใหญ่มักคิดว่า 'ประชาชนโง่' แต่ทว่า ในปัจจุบันชาวบ้านไม่ได้โง่เสียแล้ว เนื่องจากสังคมไทยกลายเป็นสังคมแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information) คนท้องถิ่นมี Information ดีกว่านักการเมืองบางราย อีกทั้งความรู้ที่ประชาชนมียังดีพอที่จะนำไปคิดต่อยอดสิ่งใหม่ๆ ได้อีกด้วย 

นอกจากนี้ ชาวบ้านยังมีความกล้าในการเปิดเผยความจริงมากขึ้น ใครเข้าไปรังแกหรือบุกรุกที่ดิน ชาวบ้านเปิดเผยชื่อหมด เนื่องจากปัจจุบันการเคลื่อนไหวในลักษณะปัจเจก ถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นการเคลื่อนไหวในลักษณะของการรวมกลุ่มกันของคนในชุมชน

"วันนี้ คปร. ได้มีข้อเสนอออกมา ซึ่งเปรียบเสมือนการจุดประกายให้กับสังคม แต่การจะขับเคลื่อนคงไม่ใช่เรื่องของเรา แต่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกัน เปิดพื้นที่ให้คนกลุ่มต่างๆ มีโอกาสนำความจริง ความเดือดร้อนในแต่ละท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยน เพื่อให้เขยิบแนวคิดเรื่องการทำประชาพิจารณ์ ให้กลายเป็น 'ประจำจารณ์' มากขึ้น"  

สำหรับคณะกรรมการปฏิรูปชุดนี้ ผมย้ำว่า เป็นแต่เพียงผู้ช่วยขับเคลื่อนและจุดประกายเท่านั้น แต่คนที่จะแสดงจริงๆ ต้องเป็นคนในท้องถิ่น คนที่เดือดร้อนจริงๆ ที่จะทำความจริงให้ปรากฏ และนำความจริงดังกล่าวเข้าสู่ระบบที่เรียกว่า 'ประชาประจาน'

ส่วนการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น จะต้องไม่ใช่แค่การกระจายเฉยๆ แต่ต้องสร้างอำนาจต่อรองให้กับคนในท้องถิ่น ในลักษณะภาคประชาสังคม ขณะที่ชุมชนจะต้องไม่อยู่ในรูปของหมู่บ้าน ตำบล อำเภอที่ครอบโดยข้าราชการ แต่ต้องสร้างสำนึกร่วมของคนในแผ่นดิน ของคนในท้องถิ่นเพิ่มขึ้น  

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ 

"อำนาจรัฐในสังคมไทยถูกผูกขาดจากราชการและทุน ไม่มีแม้แต่น้อยที่ชาวนา-กรรมกรจะมีส่วนในอำนาจดังกล่าว"

สิ่งที่เราต่อสู้กันมาอย่างยาวนานคือ การต่อสู้ให้เกิดความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งจักรกลที่ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมและความเหลื่อมล้ำดังกล่าวคือ 'ความสัมพันธ์ศิโรราบ' ซึ่งกลุ่มคนที่อยู่ภายใต้ความสัมพันธ์ดังกล่าว และลักษณะเสียเปรียบอย่างมากก็คือ ชาวนาและคนงาน

ยกตัวอย่าง 2 เรื่องที่ชี้ให้เห็นถึงความ ไม่เป็นธรรม ความเหลื่อมล้ำที่เลวร้าย ที่เปรียบเหมือนวงจรอุบาทว์ดังนี้...

ประการแรกในเรื่องของ 'รายได้' ไม่ว่าจะรายเดือนหรือรายปี เมื่อนำมาเปรียบเทียบกับรายได้สากลของไทย จะพบว่า มีความแตกต่างกันถึง 15 เท่า ขณะที่การครอบครองทรัพย์สินมีความแตกต่างกันประมาณ 6-9 เท่า

แน่นอนว่า นิ้วมือทั้ง 5 ถูกสร้างมาไม่เท่ากัน แต่ก็ไม่เคยปรากฏว่า นิ้วหัวแม่มือจะโตกว่านิ้วก้อย 15 เท่า!!

ความแตกต่างดังกล่าวของไทย เรียกได้ว่าติดอันดับโลกไปแล้ว ประการที่สองคือเรื่อง 'ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ' ประเด็นที่มีหยิบยกมาพูดคุยกันบ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเรื่องความแตกต่างทางรายได้ โอกาส สิทธิ หรือกระทั่งศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ล้วนมีความสัมพันธ์เชิงอำนาจเป็นตัวแปรสำคัญ โดยอำนาจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในสังคมหนึ่งๆ ก็คือ 'อำนาจรัฐ' 

และถึงแม้ว่าจะมีการพูดอยู่เสมอ อำนาจรัฐมาจากประชาชน แต่คำถามคือ อำนาจมาจากประชาชนจริงหรือไม่ ในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ ซึ่งผมขอเรียกว่า ประชาธิปไตยแบบสามานย์ เนื่องจากชัดเจนแล้วว่า อำนาจรัฐในสังคมไทยถูกผูกขาดจากคน 2 กลุ่ม นั่นคือ ราชการและทุน ไม่เคยมีแม้แต่น้อยที่ชาวนาหรือกรรมการจะมีเศษเสี้ยวเศษส่วนอยู่ในอำนาจดังกล่าว ดังนั้น เราจึงต้องสร้างอำนาจของประชาชนขึ้นมา โดยใช้ความรู้และหลักธรรมนำหน้า เพราะไม่เช่นนั้น ประชาชนจะลุกขึ้นมาด้วยโทสะ โมหะ กระทั่งนำไปสู่ 'ความแหลกสลายของสังคม'


http://www.thaireform.in.th/index.php?option=com_flexicontent&view=items&id=5850:2011-05-15-10-09-19



วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

จิตร ภูมิศักดิ์-มาร์ชกรรมกร

มาร์ชกรรมกร (พ.ศ. 2498-2499)
จิตร ภูมิศักดิ์ ระบุว่าประพันธ์เพลงนี้ขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2498--2499 โดยได้ทำนองเพลงจากเพลงโซเวียต เพื่อใช้สำหรับร้องในงานฉลองพระราชบัญญัติแรงงาน
จิตรเคยบันทึกถึงเพลงนี้ในบัญชร "ศิลปะวิจารณ์" หนังสือพิมพ์ปิตุภูมิ ว่า "เสียงเพลงมาร์ชกรรมกรอันทรงพลังดังกระหึ่มกังวานและกึกก้องไปตามความยาวของถนน ผู้ร้องก็คือมวลกรรมกรผู้เข้าร่วมเดินขบวนฉลองปีใหม่ เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2499 ขบวนยาวเหยียดของเขาดูคล้ายกระแสธารอันกว้างใหญ่และเร็วแรงที่ทั้งหล่อเลี้ยงสังคมแล­ะทั้งเป็นกองทัพหน้าในการรังสรรค์สังคมใหม่ ขบวนของเขาในวันนั้นดูคล้ายกับกระแสธารอันกว้างใหญ่ และดูคล้ายกับทัพหน้าอันเกรียงไกร ช่างเหมาะเจาะกับเนื้อเพลงที่เขาร้องเสียนี่กระไร!"

คอนเสิร์ตซิมโฟนี 80 ปี จิตร ภูมิศักดิ์ "คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย"
เรียบเรียงเสียงประสาน บรรเลง และขับร้องประสานเสียงโดย วงออเสตราวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล
วันเสาร์ที่ 13 มิถุนายน 2552 ณ หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์


วันศุกร์ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2554

วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม /วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม 2554 เวลาตั้งแต่ 930 น. ถึง 1230 น ห้อง Between Hall ณ. SportsCity ถนนประชาชื่น ตรงข้ามการประปานครหลวง

เรียน เพื่อนๆ ผู้สนใจเปลี่ยนแปลงตนเองและเปลี่ยนแปลงผู้อื่นทุกท่าน

ทีมงานจิตตทักษะ (ด้วยความอนุเคราะห์สถานที่จาก SportsCity) ได้จัด Workshop จิตตทักษะในการบริหารและบำบัดอารมณ์ตนเอง ฟรี ให้กับผู้ที่สนใจอยากเรียนรู้วิธีการช่วยบำบัดความทุกข์ผู้อื่น และผู้ที่มีปัญหาความทุกข์อยู่ โดยจะจัดในวันอาทิตย์สัปดาห์ใดสัปดาห์หนึ่งของเดือนไปเรื่อยๆ ทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง ใช้เวลาตั้งแต่ 930 น. ถึง 1230 น. โดยรับผู้สัมมนาได้ไม่เกิน 100 คนต่อครั้ง                                           

เดือนพฤษภาคม ครั้งที่ 9 วันอาทิตย์ที่ 1 พฤษภาคม และครั้งที่ 10 วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม
 

ใน Workshop ท่านจะได้สัมผัสถึงคุณสมบัติที่ถูกซ่อนเร้นของจิต ในการบริหาร สร้าง ขับเคลื่อน ทำลายและถ่ายเท พลังงานต่างๆ ที่ปรากฏในร่างกาย เช่น พลังงานความคิด พลังงานความจำ พลังงานอารมณ์ พลังงานลมปราณ ฯลฯ ซึ่งจิตของมนุษย์ทุกคนล้วนมีคุณสมบัติเหล่านี้มาแต่กำเนิด แต่น้อยคนนักที่จะมีโอกาสได้เรียนรู้และพัฒนาคุณสมบัติแห่งจิตเหล่านี้จนใช้งานได้กับชีวิตจริง ในการเริ่มต้นฝึกจิตตทักษะท่านจะพบกับมิติใหม่ที่พิสูจน์ได้ทันทีด้วยตนเอง ของการบริหารอารมณ์ การปรับพฤติกรรม การลบความฝังใจ การบำบัดโรค (โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับความเครียด ความกลัว ความหดหู่ท้อแท้ Bipolar) ด้วยทักษะทางจิตของท่านเอง จนทำให้มุมมองต่อศักยภาพการใช้ชีวิตของตัวท่านเองต้องเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ในตอนท้ายของ Workshop จะมีการแก้ปัญหาอารมณ์โดยทีมงานให้กับผู้เข้าสัมมนาได้เป็นพิเศษ 2 เคสต่อการสัมมนา 1 ครั้ง โดยผู้เข้าสัมมนาที่ต้องการบำบัดพิเศษให้แจ้งล่วงหน้าทางโทรศัพท์ ผู้ที่แจ้งก่อนจะได้รับโอกาศก่อน

 

สถานที่ ห้อง Between Hall ณ. SportsCity ถนนประชาชื่น ตรงข้ามการประปานครหลวง ดูแผนที่ที่ www.sportscity.co.th

สำรองที่นั่งโดย

1.      ส่งข้อความสั้น SMS ถึงเบอร์ 089-456-8916 โดยระบุชื่อผู้จอง email และจำนวนคนที่จอง การตอบรับจะตอบกลับด้วย SMS เช่นกัน

2.       หรือ ส่ง email ถึง cholnawatkorn@gmail.com โดยระบุชื่อผู้จอง เบอร์โทรศัพท์ และจำนวนคนที่จอง การตอบรับจะตอบกลับด้วย email เช่นกัน

3.      เข้าเยี่ยม facebook ในชื่อ จิตตทักษะ หรือ Jitta-Taksa แล้ว post จองในนั้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ 089-456-8916, 086-567-7345

Workshop นี้เป็นการ Service สังคมจริงๆ โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ฝากประชาสัมพันธ์ต่อให้เพื่อนๆ รอบข้างด้วยครับ

 
ด้วยความนับถือ

ชลนวัตกรณ์ วิภาสธาริตสกุล


พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 ตั้งแต่เวลา 9.30 - 16.30 น.

  ไปรษณีย์ไทย ร่วมกับ สมาคมนักสะสมตราไปรษณียากรแห่งประเทศไทย (ส.ต.ท) เชิญร่วมกิจกรรม "ตลาดนัด (พบ) เซียนแสตมป์ ครั้งที่ 3" ซึ่งจัดขึ้นในหัวข้อ "แสตมป์วันอนุรักษ์มรดกไทย" มุ่งส่งเสริมให้ประชาชนทั่วไปโดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนได้ตระหนักและเล็งเห็นถึงคุณค่าความสำคัญของศิลปะอันล้ำค่าของชาติผ่านดวงแสตมป์ ภายในงานนอกจากจะเป็นเวทีให้นักสะสมทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่าได้มาพบปะแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกัน พร้อมนำสิ่งสะสมมาโชว์หรือซื้อขายกันแล้ว ยังมีกิจกรรมที่น่าสนใจมากมาย อาทิ การเสวนาในหัวข้อ "อลังการปราสาทหิน" โดย คุณพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ มุมจัดแสดงตราไปรษณียากรชุดเก่าของ ปณท ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทหิน และมุมเปิดกรุตราไปรษณียากรชุดเก่ามีค่าหายากอย่างชุด "แสตมป์รัชกาลที่ 8 ชุดบางปะอิน" จากนักสะสมแถวหน้าของเมืองไทย 
          ร่วมกิจกรรม "ตลาดนัด (พบ) เซียนแสตมป์ ครั้งที่ 3" ได้ที่พิพิธภัณฑ์ตราไปรษณียากรสามเสนใน วันอาทิตย์ที่ 24 เมษายน 2554 ตั้งแต่เวลา 9.30 - 16.30 น.

กำหนดการ

08.30 – 10.00           ลงทะเบียน /รับของที่ระลึก

10.00 – 11.00           เสวนาในหัวข้อ "อลังการปราสาทหิน" โดยนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์ คุณพลาดิศัย สิทธิธัญกิจ 
11.00 – 16.30           ชมนิทรรศการ
                                        - มุมจัดแสดงตราไปรษณียากรชุดเก่าของ ปณท ที่เกี่ยวข้องกับปราสาทหิน
                                        - มุมเปิดกรุตราไปรษณียากรชุดเก่ามีค่าหายากของนักสะสมที่มีชื่อเสียงใน 
                                        หัวข้อ "แสตมป์รัชกาลที่ 8 ชุดบางปะอิน" 
                                        - มุมเซียนแสตมป์ ซึ่งเป็นมุมพบปะ/แลกเปลี่ยนตราไปรษณียากร 
                                        - ของนักสะสม
                                        - ประกาศผลการประกวดแสตมป์ 

          สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม โทร. 022048214 เวิรฟ



วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

"โมบายอินเทอร์เน็ต" สุดบูม ค่ายมือถืองัดแพ็กเกจเจาะรายเซ็กเมนต์

"โมบายอินเทอร์เน็ต" สุดบูม ค่ายมือถืองัดแพ็กเกจเจาะรายเซ็กเมนต์




ค่ายมือถือทั้งหลาย ยกเว้น "กลุ่มทรู" ต่างอึดอัดกลืนไม่เข้าคายไม่ออกกับการลงทุนพัฒนาบริการ 3G บนคลื่นความถี่เดิม

ระหว่าง "เอไอเอสและดีแทค" เทียบ ยากว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบกว่า ด้วยมีข้อเด่นข้อด้อยต่างกัน เพราะพี่ใหญ่ "เอไอเอส" แม้เปิดบริการ 3G เก็บตังค์ได้มาแต่ไหนแต่ไร แต่ด้วยขีดจำกัดของคลื่น 900 MHz ที่มีอยู่เพียงน้อยนิดกับอายุสัมปทานที่เหลืออีกไม่กี่ปี การเดินหน้าลงทุนจึงอยู่บนพื้นฐานของความ จำเป็นต้องทำมากกว่า

ฟาก "ดีแทค" อัพเกรดบริการ 3G "HSPA" บนคลื่นเดิม 850 MHz ได้เช่นเดียวกับ "ทรูมูฟ" ก็จริง แต่ได้แค่ทดลองให้ลูกค้าใช้บริการฟรี ห้ามเก็บตังค์ (เว้นแต่จะยอมสละสิทธิการฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการลงทุน กรณีมีการบอกเลิกสัญญาในอนาคต) ถ้าคิดในแง่ดีก้มหน้าก้มตาลงทุนไป เก็บตังค์ไม่ได้ก็ยังช่วยมัดใจลูกค้าไม่ให้หนีหายไปหา "ทรูมูฟ"

หลัง จากน้องเล็ก "ทรูมูฟ" ลุยเต็มสูบประกาศความเป็นผู้นำบริการ 3G ผ่านความร่วมมือในฐานะตัวแทนขายปลีกขายส่งบริการ 3G+ (3จี พลัส) จาก บมจ.กสท โทรคมนาคม ดำเนินการภายใต้แบรนด์ "ทรูมูฟ เอช" ด้วยแล้ว แค่ "เอไอเอส-ดีแทค" อยู่เฉย ๆ เท่ากับนับถอยหลังแล้ว ทุกค่ายจึงออกมาย้ำคล้ายกันว่ายังเดินหน้าพัฒนาบริการ 3G บนคลื่นเดิมต่อไป แม้ใจจริงจะอยากลงทุนบนคลื่นใหม่ ไลเซนส์ใหม่มากกว่า

จังหวะนี้จึง นับเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของทุกค่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ "ทรูมูฟ" ถือว่าเดิมพันสูง ยิ่งหวังใช้ 3G+ ภายใต้แบรนด์ทรูมูฟ เอช (Truemove H) ติดสปีดยกสถานะตนเองทั้งในแง่ฐานลูกค้า และการก้าวสู่ความเป็น "พรีเมี่ยม สมาร์ทโฟน โอเปอเรเตอร์" เพื่อสลัดภาพเบอร์ 3 ที่มีดีแค่ "ราคาถูก" ทิ้งไป

อย่างไรก็ตามสนามแข่งขันบนสมรภูมิ 3G ยังเพิ่งเริ่มต้น

ขณะ ที่ความนิยมในการใช้โซเชียล มีเดียผ่านสมาร์ทโฟนขยับมายังสารพัดแท็บเลตหลากยี่ห้อที่ทยอยออกสู่ตลาด ไม่ว่าจะเป็น "ไอแพด, กาแล็คซี่ แท็บ" และอื่น ๆ ล้วนแล้วแต่ผลักดันให้ปริมาณการใช้ "โมบายอินเทอร์เน็ต" ผ่านโครงข่ายโทรศัพท์มือถือเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทำให้การใช้ดาต้าเพิ่มขึ้นกว่าเดิมมาก แม้อีกนานกว่าสัดส่วนรายได้จะแซงเสียง (voice) ก็เถอะ แต่สมรภูมิการแข่งขันปัจจุบันก็พุ่งมายังการออกดาต้าแพ็กเกจเพื่อตอบสนอง ลูกค้ากลุ่มนี้

โดยเมื่อเร็ว ๆ นี้ "ดีแทค" มีดาต้าแพ็กเกจ Faster Series ให้เลือก 3 แบบ ได้แก่ internet lite จับกลุ่มคนใช้งานน้อย ราคา 199 บาท/เดือน ฟรีอินเทอร์เน็ต 20 ชั่วโมง/เดือน โทร.ฟรีทุกเครือข่าย 100 นาที 3 เดือนแรก รับชั่วโมงใช้เน็ตเพิ่มเป็น 25 ชั่วโมง โทร.ฟรีเพิ่มเป็น 125 นาที ถัดมาเป็น smartphone combo 399 บาท/เดือน ฟรีอินเทอร์เน็ต 200 MB โทร.ฟรี 200 นาที แถม SMS 200 ข้อความ MMS 50 ข้อความ หรือร่วมกับซัมซุงออก Unlimited internet 299 ให้ลูกค้าที่ซื้อสมาร์ทโฟน กาแล็คซี่ทุกรุ่น เป็นต้น

แบบสุดท้ายเรียกว่า smartphone inFinite ใช้สมาร์ทโฟนทุกรุ่นได้หมด ทั้งไอโฟน, แอนดรอยด์ เดือนละ 699 บาท ใช้อินเทอร์เน็ตได้ไม่จำกัด มีโทร.ฟรี 350 นาที ฟรี SMS 400 ข้อความ MMS 75 ข้อความ

"ปกรณ์ พรรณเชษฐ์" ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายผลิตภัณฑ์ บมจ.โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (ดีแทค) กล่าวว่า การใช้อินเทอร์เน็ตบนมือถือเติบโตขึ้นมากตามตลาดสมาร์ทโฟน เฉพาะดีแทคเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา มียอดการใช้ดาต้าเพิ่มขึ้นถึง 102% จำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น 56% และมีจำนวนลูกค้าที่ใช้สมาร์ทโฟนในระบบเพิ่มขึ้น 28%

ด้าน "สุภกิจ วรรธนะดิษฐ์" หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ทรูมูฟ จำกัด กล่าวว่า กลุ่มลูกค้าที่ใช้งานโมบายอินเทอร์เน็ตมีการเติบโตต่อเนื่องเช่นเดียวกับ ปริมาณการใช้งานที่เพิ่มสูงขึ้นมา ทำให้รายได้เป็นสัดส่วน 15% ของรายได้รวม คาดว่าปีนี้ตลาดน็อนวอยซ์ในประเทศไทยโดยรวมจะโตได้ถึง 20-30%

"น็อนวอยซ์ ถือเป็นตัวไฮไลต์ซึ่งทรูมูฟจะให้ความสำคัญมากในปีนี้ เราจะมี แพ็กเกจน็อนวอยซ์ออกมาเยอะ ทั้งแบบใช้งานไม่จำกัดและแพ็กเกจแบบจำกัดวอลุ่มในการใช้งานทั้งเน็ตซิมและ ดองเกิ้ล เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยผลักดันรายได้ของเราให้เติบโต ยอดผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่เพิ่มขึ้นน่าจะเป็นตัวผลักดันให้ตลาดนี้เติบโตในแง่ การแข่งขัน ในภาพรวมน่าจะเน้นไปที่คุณภาพของสัญญาณ ไม่ใช่ราคา เพราะลูกค้ากลุ่มนี้ยังมีจำกัด เป็นกลุ่มที่มีฐานะเน้นคุณภาพเครือข่าย ราคาจึงน่าจะยังอยู่ระดับเดิมไม่ได้ปรับลง"

ฟาก "เอไอเอส" ประเมินว่า การใช้ โมบายอินเทอร์เน็ตในปีนี้จะเติบโตขึ้นอย่างแน่นอน โดยในแง่ปริมาณการใช้ดาต้าและคอนเทนต์ต่าง ๆ จะเพิ่มขึ้นถึง 27% ส่วนจำนวนผู้ใช้บริการน่าจะมากขึ้น 15% ขยับจาก 7.5 ล้านราย เป็น 9 ล้านราย ภายในสิ้นปีนี้

"ปรัธนา ลีลพนัง" ผู้ช่วยกรรมการ ผู้อำนวยการ สายงานบริการเสริม บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (เอไอเอส) กล่าวว่า ลูกค้าโมบาย อินเทอร์เน็ตที่เพิ่มขึ้นของเอไอเอสมี 2 กลุ่มใหญ่ด้วยกัน กลุ่มแรกใช้ดาต้าการ์ด กลุ่มนี้มีสัดส่วนประมาณ 15% ของทั้งหมด อีกกลุ่มใช้งานผ่านโทรศัพท์ มือถือ แบ่งได้ 2 พวก พวกแรกใช้สมาร์ทโฟนอย่างไอโฟน, แบล็คเบอร์รี่ หรือแอนดรอยด์ เลือกใช้แพ็กเกจ Unlimited กลุ่มนี้มีประมาณ 5% อีกกลุ่มใช้เครื่องระดับรองลงมาก็จะเลือกใช้แพ็กเกจเล็กลงไป ซึ่งถือเป็นกลุ่มใหญ่

"การแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น ทำให้แนวโน้มราคาของดาต้าแพ็กเกจถูกลงได้อีก แต่ไม่ใช่ราคาโดยรวม เป็นการออกแบบแพ็กเกจเพื่อเจาะลงไปยังเซ็กเมนต์ต่าง ๆ เช่น กลุ่มคนใช้ BB แชตหรือวัน-ทู-คอลมีแพ็กเกจแชตกับโนเกีย คือพาร์ตเนอร์บางรายต้องการผลักดันยอดขายเครื่องทำให้เกิดบิสซิเนสโมเดลใหม่ มีการนำกำไรจากแฮนด์เซตมาส นับสนุน ทำให้ลดราคาลงได้"

"ปรัธนา" ทิ้งท้ายน่าคิดว่า ตัวแปรสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ "ทรูมูฟ เอช" หากต้องการมาร์เก็ตแชร์มากก็น่าจะมีแคมเปญส่งเสริมการขายแรง ๆ ออกมาจูงใจลูกค้า ซึ่งอาจผลักดันให้ดีกรีการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น

นาทีนี้จึงต้องรอดูการเข้าสู่ตลาดของ "ทรูมูฟ เอช"



http://www.prachachat.net/news_detail.php?newsid=1302323211&grpid=&catid=06&subcatid=

เจ้าแม่กวนอิม



จาก: Maniga Thongkong <maniga999@gmail.com>
วันที่: 10 เมษายน 2554, 8:35
หัวเรื่อง: เจ้าแม่กวนอิม
ถึง: